1. ผู้ใช้กรอกสิ่งที่เราไม่เคยลอง
เว้นช่องว่าง วางข้อความยาว กดย้ำ หรือ refresh ระหว่างบันทึก
สิ่งที่พัง: ข้อมูลหาย ซ้ำ หรือผิดรูปแบบจน flow ต่อไปทำงานไม่ได้OnProud Workshop · Rails Track · Module 01
Beyond Vibe Coding
Build with Clarity. Ship with Confidence.
จาก Vibe Coder เราจะก้าวไปเป็น Product Builder ที่สร้าง web product ให้มีคนใช้จริง และต่อยอดระบบให้รองรับการเติบโตได้อย่างไร?
Workshop สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน developer หรือเคยลอง vibe coding แล้วพบว่า AI สร้างได้เร็ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าระบบทำอะไร ปลอดภัยพอไหม และจะดูแลต่ออย่างไร ใน workshop เราจะสร้าง ProudVault เป็นโปรเจกต์ตัวอย่าง แล้วให้คุณนำวิธีคิดเดียวกันไปใช้กับโปรเจกต์ของตัวเอง เราจะเริ่มจากการแตกปัญหา และกำหนดเส้นทางแห่งความสำเร็จ ก่อนเรียนรู้วิธีสั่งงาน AI อย่างมีขอบเขต อ่านสิ่งที่ AI แก้ ทดสอบ flow สำคัญ ป้องกันข้อมูลของผู้ใช้ และพา product ไปถึง production ในสภาพที่ยังดูแล แก้ไข และต่อยอดได้ โดยไม่ทำของเดิมพังหรือต้องสร้างใหม่ทั้งหมดในอนาคต
แม้ Workshop นี้จะใช้ Rails เป็นตัวอย่างในการอธิบายตลอดเส้นทาง แต่คุณไม่ต้องกังวล เพราะ workshop ออกแบบมาให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรม สามารถเรียนและลงมือทำตามได้ สิ่งที่เราคาดหวังคือคุณพร้อมเป็นคนตัดสินใจ ตรวจหลักฐาน และรับผิดชอบ product ที่สร้างขึ้น
From vibe to real users
ตอน vibe coding หรือทำ demo เรามักทดลองเว็บด้วยข้อมูลและลำดับที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร แต่ผู้ใช้จริงไม่รู้สิ่งที่ผู้สร้างรู้ เขาจะกรอกสิ่งที่เราไม่เคยลอง กดผิดทาง เปิดเว็บจากหลายอุปกรณ์ และคาดหวังว่าข้อมูลจะยังอยู่ในวันพรุ่งนี้
เว้นช่องว่าง วางข้อความยาว กดย้ำ หรือ refresh ระหว่างบันทึก
สิ่งที่พัง: ข้อมูลหาย ซ้ำ หรือผิดรูปแบบจน flow ต่อไปทำงานไม่ได้เปิดลิงก์เก่า ย้อนหน้า ข้ามขั้น หรือกลับมาหลัง session หมดอายุ
สิ่งที่พัง: ผู้ใช้ติดอยู่กลางทาง หรือระบบบันทึกสถานะที่ไม่ควรเกิดขึ้นสลับ account เปิดหลาย tab หรือเดา URL ของข้อมูลชิ้นอื่น
สิ่งที่พัง: คนหนึ่งเห็นหรือแก้ข้อมูลของอีกคน ความเชื่อใจหายทันทีrelease ใหม่มี bug, service ล่ม, config ผิด หรือข้อมูลเสีย
สิ่งที่พัง: ถ้าไม่มี log, backup และทางย้อนกลับ เราไม่รู้ทั้งสาเหตุและวิธีกู้ระบบตอนทำ Demo เราคิดแค่ว่า “ไอเดียนี้สร้างได้จริงไหม?” — แต่ก่อนปล่อย Production ต้องตอบให้ได้ว่า “ผู้ใช้พึ่งพาระบบของเราได้ไหม และเมื่อระบบพังหรือต้องแก้ไข เรายังรับผิดชอบมันได้ไหม?”
Production Readiness
Product ที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้ผู้ใช้ในวันนี้ และยังดูแลรับผิดชอบได้ในวันข้างหน้า ผู้ใช้ต้องทำงานสำคัญได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ส่วนเจ้าของต้องรู้เมื่อระบบมีปัญหา กู้กลับมา และพัฒนาต่อได้ เราจึงใช้ 6 คุณสมบัตินี้เป็น checklist ตลอด workshop
ทำงานสำคัญได้สำเร็จ ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และไม่ต้องเสี่ยงกับข้อมูลหรือสิทธิ์ของตน
ผู้ใช้ทำงานสำคัญที่ตั้งใจเข้ามาทำได้จนจบ
ถ้าขาด: หน้าตาดีและมีหลาย feature แต่ไม่แก้ปัญหาจริง ผู้ใช้ลองครั้งเดียวแล้วเลิกกฎ ข้อมูล และ critical flow ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและตรวจซ้ำได้
ถ้าขาด: คำนวณผิด บันทึกซ้ำ เปลี่ยนสถานะผิด หรือทำข้อมูลหายโดยไม่มีใครรู้ตัวตน สิทธิ์ ข้อมูล และ secret ถูกป้องกันตามระดับความเสี่ยง
ถ้าขาด: User A เปลี่ยน URL แล้วเห็นหรือแก้ข้อมูลของ User B ได้รู้เมื่อระบบมีปัญหา กู้กลับมาได้ และเปลี่ยนแปลงต่อโดยไม่ทำของเดิมพัง
เจ้าของรู้ว่า version ใดกำลังรัน ระบบยังปกติไหม และ error เกิดตรงไหน
ถ้าขาด: ผู้ใช้แจ้งว่าเว็บพัง แต่เราไม่มี log ไม่รู้ว่าเริ่มพังหลัง release ใดมี backup, rollback และขั้นตอนพาระบบกลับสู่สภาพใช้งานได้
ถ้าขาด: deploy ใหม่ทำระบบล่มหรือข้อมูลเสีย แต่ไม่มี version และข้อมูลให้ย้อนกลับเพิ่มหรือแก้ feature ผ่านขอบเขต test และ checkpoint โดยไม่ทำของเดิมพัง
ถ้าขาด: ทุกการแก้ไขกระทบส่วนอื่นจนไม่มีใครกล้าเปลี่ยน และสุดท้ายต้องสร้างใหม่ทั้งหมดDefinition of done: ผู้ใช้พึ่งพาได้ เจ้าของดูแลต่อได้ — แม้วันที่โลกจริงไม่เป็นไปตามแผน
A lightweight SDLC
ในวงการ software เราเรียกแผนที่ตั้งแต่เข้าใจปัญหาจนถึงดูแลระบบหลังปล่อยว่า SDLC องค์กรใหญ่อาจมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ workshop นี้ใช้ Product Development Cycle แบบกระชับ เพื่อให้ผู้เริ่มต้นไม่ข้ามงานสำคัญที่ทำให้ product ใช้และดูแลต่อได้จริง
ทบทวน feedback และ backlog แล้วเลือกปัญหาที่มีหลักฐานพอสำหรับรอบนี้
ระบุ success path, non-goals และความเสี่ยง
เลือกการเปลี่ยนแปลงเล็กถัดไปและหลักฐานที่จะใช้ตรวจ
ลงมือในขอบเขตที่ตรวจและย้อนกลับได้
ดู diff, test และทดลอง critical flow
นำ version ที่ผ่านการตรวจไปให้ผู้ใช้
อ่าน feedback, log และ incident แล้วเริ่มรอบถัดไป
Release ไม่ใช่จุดจบ: feedback จากโลกจริงจะกลับมา ส่วน backlog เป็นอีก input ของรอบถัดไป แต่ทั้งคู่ยังต้องผ่าน Direction gate ก่อน
AI across the cycle
AI ไม่ได้มีแค่บทบาทคนเขียน code มันช่วยสำรวจ นิยาม วางแผน สร้าง ตรวจ และดูแลได้ แต่ในแต่ละช่วง คนยังต้องรับผิดชอบการตัดสินใจคนละเรื่อง
AI เปลี่ยนบทบาทตามช่วงของงานได้ แต่สิทธิ์ตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อ product ยังอยู่กับคุณ
Human-in-the-loop
การควบคุมไม่ได้แปลว่าต้องเขียนทุกบรรทัดเอง แต่ต้องมีจุดที่คนกำหนดทิศทาง อนุมัติขอบเขต ตรวจหลักฐาน และตัดสินใจก่อนสิ่งที่ AI ทำจะไปถึงผู้ใช้ ใช้ 4 จุดนี้เป็น guideline กลางของ workshop ไม่ต้องกำหนดขอบเขต Human–AI ใหม่ใน Project Intake ทุกครั้ง
คนกำหนด problem, user, success path และ non-goals
ถ้ายกให้ AI: สร้างของผิดชิ้นได้อย่างรวดเร็วคนอนุมัติว่าจะเปลี่ยนอะไร กระทบส่วนไหน และจะตรวจอย่างไร
ถ้ายกให้ AI: การแก้เล็ก ๆ อาจลามจนตรวจไม่ไหวคนดู diff, test และ critical flow ก่อนรับงาน
ถ้ายกให้ AI: เหลือเพียงคำว่าเสร็จโดยไม่มีหลักฐานว่าถูกต้องคนตัดสินใจ commit, deploy, stop หรือ rollback
ถ้ายกให้ AI: การเปลี่ยนแปลงอาจถึงผู้ใช้โดยไม่มีเจ้าของพร้อมรับผิดชอบAI ช่วยสำรวจ ร่าง วางแผน สร้าง และตรวจได้ ส่วนคนเลือกทิศทาง อนุมัติแผน รับหลักฐาน และตัดสินใจปล่อย หากงานมีความเสี่ยงสูงจึงค่อยเพิ่มข้อจำกัดหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นกรณีไป
Your project · Direction gate
Project Intake เปลี่ยนไอเดียคลุมเครือให้เป็นโครงการรุ่นแรกที่คุยกับ AI หรือทีมได้ โดยเจ้าของ product ยังเป็นคนตัดสินใจ
เลือกคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ “ทุกคน”
ระบุ situation และ pain ที่มองเห็นได้
พูดเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทำสำเร็จ ไม่ใช่ feature
เรียงรายละเอียด 3–5 ขั้นจาก trigger ไปถึง end state
เลือก precondition, supporting path และ enabling work ที่ขาดไม่ได้
เขียน non-goals เพื่อกัน scope ไหล
ระบุผลกระทบต่อผู้ใช้ ข้อมูล เงิน สิทธิ หรือความเชื่อใจ
จับคู่ Evidence กับ Risk แต่ละข้อ และอย่างน้อยต้องพิสูจน์ Primary outcome
8 คำตอบต้องต่อกันเป็นเรื่องเดียว: “ฉันกำลังสร้าง ________ สำหรับ____________ เพื่อใช้ในช่วงที่__________________ เพื่อให้เขา________________ รุ่นแรกจะพาเขาผ่าน Primary Path: ____________________ สิ่งที่ต้องมีคือ ______________ ส่วนสิ่งที่ยังไม่ทำคือ ______________ ความเสี่ยงหลักคือ __________________ และเราจะถือว่ารุ่นแรกผ่านเมื่อมีหลักฐานว่า ____________________”
ProudVault · โปรเจกต์ตัวอย่างตลอด Workshop
เขาอยู่ในร้านหนังสือและเห็นปกเล่มหนึ่งที่คุ้นตา จำได้ว่าเคยอ่านรีวิวแล้วสนใจ แต่เริ่มไม่แน่ใจว่าเคยสั่งจากช่องทางอื่นไปแล้วหรือยัง สุดท้ายคิดว่า “ยังไม่ได้ซื้อหรอก” จึงหยิบไปจ่ายเงิน พอกลับถึงบ้านกลับพบหนังสือปกเดียวกันอยู่บนชั้น — และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาซื้อหนังสือซ้ำ
เรื่องเล่าช่วยให้เราเห็นบริบทและเข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้ แต่ยังไม่ใช่ขอบเขตของ product เราจึงแยกให้ชัดว่าใครเจอปัญหา ปัญหาเกิดเมื่อไร ความติดขัดหรือความเสียหายคืออะไร และเขาอยากก้าวไปถึงผลลัพธ์ใด — โดยยังไม่รีบกระโดดไปเลือก feature
Pause 01 · Draft Problem Statement · 3 นาที
หยิบเหตุการณ์ที่คุณเคยพบหรือเห็นจริงมาเล่าหนึ่งครั้งก่อน คำตอบชุดนี้จะกลายเป็นส่วน problem, user และ outcome ใน Project Intake ตอนท้าย
นึกถึงคนหนึ่งคนในเหตุการณ์จริง ไม่ใช่กลุ่มกว้างอย่าง “ทุกคน”
ระบุว่าเขากำลังพยายามทำอะไร และเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร
บอกสิ่งที่ทำให้ติดขัด พร้อมวิธีที่เขาใช้แก้ขัดอยู่วันนี้
อธิบายความก้าวหน้าที่เขาต้องการ โดยยังไม่ตั้งชื่อ feature
ตอนที่ __________ กำลัง __________ เขาติดขัดเพราะ __________ วันนี้เขาแก้ขัดด้วย __________ แต่สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือ __________
Direction gate · Refine the draft
คำตอบจาก Pause 01 เป็นวัตถุดิบ ก่อนรับเป็น Problem Statement ให้ตรวจ 3 อย่าง: ชี้คนและสถานการณ์จริงได้, เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เช่น เสียเวลา ซื้อซ้ำ หรือต้องใช้วิธีใดแก้ปัญหาอยู่ในวันนี้ และยังเปิดให้เลือกวิธีแก้ได้หลายแบบโดยไม่ฝัง feature ลงไป
คนรักหนังสือต้องการแอปจัดการหนังสือเพื่อไม่ซื้อซ้ำ
NOT READY · ล็อกคำตอบเร็วเกินไป
เมื่อคนที่ซื้อและสะสมหนังสือต้องตัดสินใจซื้อขณะอยู่ในร้าน เขาจำไม่ได้ว่ามีเล่มนั้นแล้วหรือยัง จึงต้องค้นรูปเก่าหรือเสี่ยงซื้อซ้ำ เขาต้องการรู้ว่าตนมีหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
READY · ใช้กำหนดทิศทางได้
พร้อมไปต่อเมื่อคนอื่นอ่านแล้วเข้าใจว่า ใครกำลังติดขัด เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร และเขาต้องการไปถึงผลลัพธ์ใด — โดยยังไม่รีบกำหนดว่าจะสร้าง feature อะไร
Direction gate · Success path
Problem Statement บอกว่าใครติดขัดอะไรและทำไมจึงสำคัญ ส่วน Success Path ทำให้ผลลัพธ์นั้นกลายเป็นเหตุการณ์ที่เดินตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ รอบนี้เราเลือกหนึ่งเส้นที่ไม่มีทางแยก เพื่อใช้กำหนด scope และทดลอง flow
สิ่งที่ขีดออกไม่ได้แปลว่าต้องทิ้ง — หน้าถัดไปเราจะจัดว่าอะไรต้องมีอยู่ก่อน อะไรเป็นเส้นสนับสนุน และอะไรพักไว้ใน backlog
Direction gate · เส้นหลักและสิ่งที่ต้องพึ่ง
Product จริงมีหลาย path และมีงานที่ต้องทำก่อนเส้นหลักจะเกิดขึ้นได้ ในขั้นวางทิศทางนี้ เรายังไม่เขียนทุก flow ให้ละเอียด แต่เลือกเส้นที่พิสูจน์คุณค่าหลักมาทำให้เดินตามได้ ส่วนสิ่งที่จำเป็นต่อเส้นนั้นให้ระบุชื่อและความสัมพันธ์ไว้ก่อน Primary Path แสดงลำดับที่ผู้ใช้ได้รับคุณค่า ไม่ใช่ลำดับการพัฒนา — ตอนลงมือเราอาจต้องสร้างระบบพื้นฐานหรือ Supporting Path ก่อน
ProudVault · สิ่งที่อยู่รอบ Primary Success Path
One Success Path ที่เลือก: เห็นหนังสือในร้าน → ค้นชื่อหรือ ISBN → เห็นว่า “มีแล้ว” → ตัดสินใจไม่ซื้อซ้ำ
Pause 02 · Success path · 4 นาที
ต่อจากเหตุการณ์ใน Pause 01 เลือก Primary Success Path ที่พิสูจน์คุณค่าหลัก แล้ววาดทางที่สั้นที่สุดจากจุดเริ่มไปถึงผลลัพธ์
เขียน trigger ว่าเหตุการณ์ใดทำให้ผู้ใช้เริ่มลงมือ
ใส่ action ที่สังเกตได้ 1–3 ขั้น โดยใช้คำกริยาของผู้ใช้
จบด้วยสภาพที่มองเห็นได้ว่าผู้ใช้ได้ผลลัพธ์แล้ว
ขีดฆ่าเงื่อนไขก่อนเริ่ม ชื่อหน้าจอ และทางแยกออกจากเส้นหลัก
Primary Path: เมื่อ __________ → __________ → __________ → จบที่ __________
Plan gate · Scope
Must-have คือสิ่งที่ถ้าตัดออกแล้ว Primary Success Path จะไปไม่ถึงผลลัพธ์ รวมทั้ง precondition, supporting path และ enabling work ที่ขาดไม่ได้ ส่วน Non-goals คือไอเดียที่มีประโยชน์แต่ตั้งใจไว้ทีหลัง เพราะรุ่นแรกยังพิสูจน์คุณค่าได้โดยไม่มีมัน ไม่ได้แปลว่าไอเดียนั้นไม่ดีหรือจะไม่มีวันทำ
ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ผู้ใช้ยังไปถึงผลลัพธ์ที่เลือกได้ไหม? ถ้าได้ ให้ย้ายออกจากรุ่นแรก
Pause 03 · Scope · 4 นาที
ใช้ Primary Success Path จาก Pause 02 เป็นตัวกรอง แล้วตรวจทั้งขั้นบน path, precondition, supporting path และ enabling work สิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการพิสูจน์คุณค่ารุ่นแรกให้ย้ายไป Non-goals พร้อมเหตุผล
รวบรวมขั้นบน path, precondition, supporting path และ enabling work ที่อาจจำเป็น
ถามทีละข้อว่า “ถ้าไม่มี ผู้ใช้ยังไปถึงผลลัพธ์ได้ไหม?”
ถ้ายังไปถึงได้ ให้ย้ายออกจาก Must-have
เลือก Non-goals อย่างน้อย 3 ข้อและเขียนเหตุผลว่าทำไมรุ่นแรกยังไม่ต้องมี
Must-have + ที่มา: ________________________ | Non-goals + เหตุผล: ________________________
Evidence gate · Risk and evidence
ทุก project ต้องกำหนด evidence ของตัวเอง ไม่ใช่คัดลอกของ ProudVault Risk และ Evidence ต้องมาเป็นคู่: ทุกความเสี่ยงสำคัญที่ระบุ ต้องมีหลักฐานว่าถูกควบคุม และหลักฐานทุกชิ้นต้องบอกชัดว่ากำลังพิสูจน์ผลลัพธ์หรือความเสี่ยงข้อใด
หนังสือที่มีอาจขึ้นว่า “ยังไม่มี” หรือกลับกัน ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจซื้อผิดและอาจซื้อซ้ำ
เตรียมรายการที่มีและไม่มี แล้วค้นด้วยทั้งชื่อและ ISBN ผลต้องตรงกับข้อมูลจริง — หลักฐานนี้พิสูจน์ Primary outcome ด้วย
ข้อมูลข้ามผู้ใช้ ทำลายความเป็นส่วนตัวและความเชื่อใจ
ทดลองผ่าน flow และการเข้าถึงรายการโดยตรง ผลต้องถูกปฏิเสธทุกกรณี
Evidence gate · Unresolved risk
ในขั้นนี้ยังไม่ต้องมีผลทดสอบจริง เพียงบอกให้ได้ว่า Evidence แบบใดจึงนับว่าผ่าน ถ้าคิดไม่ออก ให้ใช้ 3 ข้อนี้ทำ Risk ให้ชัดหรือลดโจทย์ก่อนลงมือ
เขียนใหม่เป็นเหตุการณ์ผิดพลาดที่สังเกตได้ เช่น “ข้อมูลต้องปลอดภัย” ยังตรวจไม่ได้ แต่ “Account A ต้องไม่เห็นหรือแก้ชั้นของ Account B” ทำให้นิยาม Evidence ต่อได้
เขียนว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้ (Unresolved Risk)” ทดลองต่อได้ แต่ยังไม่ปล่อยให้ผู้ใช้จริง
ลด scope เลือกส่วนเสี่ยงต่ำ เปลี่ยน project หรือให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมรับผิดชอบ
หา Evidence ไม่ได้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณให้ทำ Risk ชัดขึ้นหรือลด scope ก่อน
Pause 04 · Risk & evidence · 5 นาที
เริ่มจาก Risk ที่ทำให้ Primary outcome ไม่เกิด แล้วเขียน Evidence ที่พิสูจน์ผลลัพธ์นั้นโดยตรง ถ้ามีความเสี่ยงสำคัญอื่น ให้จับคู่ทุกข้อกับ Evidence ที่แสดงว่าควบคุมมันได้
เขียน Risk 1 ว่า Primary outcome อาจผิดหรือไม่เกิดขึ้นอย่างไร
จับคู่ Evidence 1 ที่มองเห็นและทดสอบซ้ำได้ว่าผลลัพธ์นั้นถูกต้อง
ถ้ามีความเสี่ยงสำคัญอื่น ให้เขียน Risk 2 และ Evidence 2 ที่พิสูจน์ว่าควบคุมมันได้
ตรวจว่า Risk ทุกข้อมี Evidence และ Evidence ทุกชิ้นบอกได้ว่าพิสูจน์ข้อใด
Risk 1: __________________ → Evidence 1: __________________ | ถ้ามี Risk 2: __________________ → Evidence 2: __________________
Studio · Your Project Intake
เปิด Project Intake form แล้วนำ output จาก Pause ทั้ง 4 มากรอกใน artifact เดียว: problem, user และ outcome จาก Pause 01, Primary Success Path จาก Pause 02, must-have กับ non-goals จาก Pause 03 และ risk กับ evidence จาก Pause 04 แล้วค่อยเกลาให้ทั้ง 8 คำตอบต่อกันเป็นเรื่องเดียว ถ้าเล่าได้ชัดภายใน 60 วินาทีและความเสี่ยงสำคัญทุกข้อมีวิธีตรวจ โครงการก็พร้อมนำไปวางแผนต่อ หากยังมีข้อที่พิสูจน์ไม่ได้ ให้ทำ Risk ให้ชัดหรือลด scope ก่อนเข้า Module 2
ใครติดขัดอะไร ในสถานการณ์ใด
ผู้ใช้จะทำอะไรสำเร็จ ผ่านขั้นใดบ้าง
Path ต้องพึ่งอะไร และรุ่นแรกตั้งใจยังไม่ทำอะไร
Risk แต่ละข้อจับคู่กับ Evidence อะไร และมีข้อใดเป็น Unresolved Risk
ดาวน์โหลด Project Intake.md เก็บไว้ — Module 2 จะใช้ไฟล์นี้เป็น input เพื่อสร้าง Product Contract และ acceptance criteria ไม่ใช่เริ่มนิยาม project ใหม่
The paved road · Plan gate
เราเลือก paved road เพื่อให้ผู้เริ่มต้นใช้พลังตัดสินใจกับ product ไม่ใช่หมดไปกับการประกอบ infrastructure Rails มี convention และเครื่องมือ web หลักอยู่บนแผนที่เดียว จึงช่วยให้เราอ่านสิ่งที่ AI เสนอและตาม request หนึ่งเส้นได้ง่ายขึ้น
Rails เป็นข้อจำกัดเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุก product
Toolchain map · Recognize only
Module 1 ต้องการให้คุณเห็นว่าแต่ละเครื่องมือทำหน้าที่ใด ไม่ต้องติดตั้งหรือใช้เป็นตอนนี้ เราจะค่อยเปิด ใช้ และตรวจมันเมื่อถึง module ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้การ setup กลบการตัดสินใจเรื่อง product
ชื่อเครื่องมือเปลี่ยนได้ แต่ความรับผิดชอบเรื่องสร้าง ตรวจ ปล่อย และดูแลยังต้องมีเจ้าของเสมอ
Transferable thinking
คุณอาจเลือก Django, Laravel, Phoenix หรือ JavaScript stack ในอนาคต ชื่อ framework และคำสั่งจะเปลี่ยน แต่การเริ่มจาก problem การทำงานเป็นรอบ การตรวจคุณภาพ การมีหลักฐาน และการถือ decision gate จะยังเหมือนเดิม
เรียน Rails เพื่อเห็น product ครบวงจร แล้วแปลวิธีคิดนี้ไปใช้กับ stack ที่คุณสนใจ
How this workshop runs
เราจะไม่สั่ง AI สร้างทั้ง product ในครั้งเดียว แต่ทำงานเป็นรอบเล็ก: นิยามผลลัพธ์ถัดไป อนุมัติแผน ให้ AI ช่วยลงมือ ตรวจหลักฐาน ทำ checkpoint แล้วนำสิ่งที่เรียนจาก ProudVault กลับมาใช้กับ project ของคุณ
การทำงานช้าในจุดตัดสินใจ ช่วยให้เราทำงานเร็วและปลอดภัยขึ้นในจุดที่ AI ลงมือ
Before Module 2
นำ Project Intake ของคุณมา เลือก AI coding tool หลักหนึ่งตัว เปิด IDE กับ terminal ได้ และเข้า GitHub account ได้ หลัง checkpoint เราจะเข้า Technical Bootstrapping Lab เพื่อ setup Ruby, Rails, PostgreSQL และ local server แบบ guided ก่อนนำ Project Intake และผล Technical Readiness ไปใช้ใน Module 2
ไม่ต้อง setup เป็นมาก่อน แต่ต้องยอม inspect plan และหลักฐานร่วมกับ AI ใน Technical Bootstrapping Lab
Module checkpoint
ผู้เรียนมี Project Intake ของโครงการตัวเองที่ลงรายละเอียด Primary Success Path หนึ่งเส้น โดยใช้ ProudVault เป็นตัวอย่างอ้างอิง
ไฟล์ Project Intake.md: primary user, trigger/pain, desired outcome, Primary Success Path หนึ่งเส้น, must-have/supporting work, non-goals, failure risk และ evidence
เล่า project ได้ใน 60 วินาทีโดยไม่เริ่มจาก feature list อธิบาย Primary Success Path หนึ่งเส้น กำหนดงานที่จำเป็น ขอบเขต ความเสี่ยง และ Evidence ที่จะใช้ตรวจได้ ไม่มีความเสี่ยงผลกระทบสูงที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะตรวจอย่างไร และอธิบายบทบาทคร่าว ๆ ของ toolchain ได้
จบ module นี้แล้ว — ไปต่อหรือกลับไปดูภาพรวม